Latest Entries »

Brian White นักวิเคราะห์จาก Topeka Capital คาดว่าแอปเปิลจะเร่งเวลาเปิดตัว iPad และ iPad mini รุ่นใหม่เป็นเดือนมีนาคม โดย White กล่าวว่าได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวในงาน CES

White กล่าวว่า iPad รุ่นที่ห้านี้จะบางและเบาลงกว่า iPad รุ่นปัจจุบัน และจะมีการใช้วัสดุแบบเดียวกับ iPad mini และ iPhone 5 ที่ขอบของตัวเครื่องจะใช้เพชรมาปั่นทำให้ได้ความรู้สึกที่ดี และมีสองสีคือ black and slate และ white and silver เป็นทูโทน

ส่วน iPad mini นั้น White กล่าวว่าจะยังคงดีไซน์เดิม เป็นการอัพเดตภายในหรือเทคโนโลยีหน้าจอแบบใหม่ เพราะปัจจุบัน iPad mini ใช้ชิพ Apple A5 ซึ่งนับว่าเก่าไป

White ไม่ได้พูดถึง Retina Display กับ iPad mini แต่อย่างใด แม้จะมีข่าวลือหนาหูมาตลอดว่าแอปเปิลกำลังทดสอบ Retina Display กับ iPad mini อยู่ แต่ก็เป็นไปได้ว่าแอปเปิลจะนำ Retina Display มาใส่ iPad mini เนื่องจากหากใช้ดีไซน์เดิมจริงก็เป็นไปได้ที่จะใส่ Retina Display เหมือนตอนที่อัพเดตจาก iPad 2 เป็น iPad 3rd Generation

หากแอปเปิลเปิดตัว iPad และ iPad mini ในเดือนมีนาคมนี้จริง แสดงว่าเป็นการเร่งวงจรผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลอย่างแรง เพราะปกติผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่ง แอปเปิลจะเปิดตัวปีละครั้ง จะเหลือเพียงแค่ 6 เดือนครั้ง

ข่าวนี้จะว่าเป็นเชิงข่าวกระตุกยิ้มก็ได้ เนื่องมาจากมีผู้ใช้ทดลองถามเจ้า Siri ใน iPhone ว่า “มือถือรุ่นไหนเป็นรุ่นที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ซึ่งคำตอบนั้นกลายเป็น Nokia Lumia 900 สีฟ้าอมเขียว (cyan) ซะอย่างนั้น หาใช่ iPhone เครื่องที่มันสิงสถิตย์อยู่ไม่

image81 700-nokia-lumia-900-for-att-cyan

ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าในส่วนนี้ Siri จะใช้การดึงข้อมูลจากโลกอินเตอร์เน็ตมา อย่างในคำถามด้านบนนั้น Siri ก็จะไปดึงข้อมูลการรีวิวมือถือจากบนเว็บไซต์มาแล้วนำมาตอบให้กับผู้ใช้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำตอบจะไม่ใช่ iPhone

ใครมีคำถามอะไรเด็ดๆ ก็ลองถาม Siri ดูนะครับ เผื่อจะได้คำตอบแปลกๆ บ้าง

หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Samsung Galaxy S III มีหลายๆ คนออกมาบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ารูปร่างหน้าตาของมันแลดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไร ไม่โดนใจ บางคนก็ถึงขั้นไม่ชอบกันเลยก็มี ซึ่งต้นตอการออกแบบเช่นนั้นล้วนมีที่มาครับ ที่มาที่ว่านั้นก็คือเป็นการออกแบบที่อิงตามหลักกฏหมายเป๊ะๆ เลยก็ว่าได้

ถ้าจำกันได้ ก่อนหน้านี้ Apple เคยฟ้อง Samsung ในประเด็นที่ Samsung Galaxy S มีดีไซน์หลายๆ อย่างที่คล้ายกับ iPhone ซึ่งก็ยังเป็นคดีฟ้องร้องต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่ง Samsung นั้นก็จำต้องปรับรูปแบบการดีไซน์ผลิตภัณฑ์ของตนด้วย อาจจะเนื่องมาจากการที่ Apple เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Samsung ในส่วนของการผลิตชิปประมวลผล, แรม, หน่วยความจำ, หน้าจอ รวมถึงอีกหลายๆ ชิ้นส่วนที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Apple ซึ่งทำรายได้ให้กับ Samsung มหาศาล ทำให้ Samsung ก็คงไม่อยากจะผิดใจกับ Apple เท่าไรนัก

ทำให้ในการออกแบบ Samsung Galaxy S III นี้ นอกจากทีมออกแบบจะมีรายการของสิ่งที่ต้องทำแล้ว ยังจะต้องมีรายการสิ่งที่ห้ามทำ ห้ามออกแบบด้วย เพื่อไม่ให้ไปชนกับข้อกล่าวหาที่ Apple เคยฟ้องร้องมาก่อนหน้านี้ เอาเป็นว่าเรามาดูกันทีละข้อเลยแล้วกัน

1. รูปร่างของผลิตภัณฑ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

not-a-rectangle_thumb

จากในรูปให้ดูที่กรอบสีแดงนะครับ ซึ่ง Samsung Galaxy S III ก็ไม่ได้มีรูปร่างแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจริง เพราะสังเกตจากตรงคำว่า Curving Here ที่แสดงให้เห็นว่ากรอบของตัวเครื่องเริ่มเว้าเข้าไปแล้ว ไม่ได้เป็นแท่งตรงขึ้นมา จึงทำให้รูปร่างของเครื่องไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างที่ Apple เคยกล่าวหาอีกต่อไป

2. มุมทั้งสี่ของเครื่องกลมมนและมีลักษณะเหมือนกัน

corners_thumb

จากในรูปเป็นการจับมุมซ้ายบน(เส้นสีน้ำเงิน) และมุมซ้ายล่าง (เส้นสีแดง) ของ Samsung Galaxy S III มาเทียบกัน จะเห็นได้ว่าลักษณะของมุมเครื่องมีความต่างกันอย่างชัดเจน จึงรอดจากข้อกล่าวหานี้ไปได้อีกเช่นกัน

3. มีกรอบสีดำล้อมรอบส่วนของหน้าจอรอบด้าน

notblack_thumb

ข้อนี้ Samsung ก็จัดการด้วยการออกแบบมาให้จอของเครื่องมีกรอบสีขาวและสีน้ำเงินเข้มซึ่งเป็นสีของตัวเครื่องล้อมรอบจอแทน จึงเป็นการเลี่ยงข้อห้ามไปได้อย่างไม่มีปัญหา

4. บริเวณกรอบสีดำของจอทั้งด้านบนและล่างมีความสูงเท่ากัน

GSIIImeasurements_thumb

ก็สังเกตได้จากภาพด้านบนอีกเช่นกัน จะเห็นได้ว่าความสูงจากขอบเครื่องถึงขอบจอทั้งด้านบนและล่างมีขนาดที่ไม่เท่ากัน และที่สำคัญ คือมันไม่ได้มีสีดำดังเช่นที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อ 3 อีกด้วย

5. มีกรอบโลหะล้อมรอบขอบเครื่องส่วนหน้า

samsung_Galaxy_S-vs-iphone-3gs

ถ้าให้เทียบเครื่องที่มีกรอบโลหะล้อมรอบส่วนหน้าที่เห็นได้ชัดสุดก็คือ iPhone 3GS ลงมาเลยครับ ที่รอบตัวเครื่องส่วนหน้าจะมาพร้อมกับขอบโลหะทั้ง 4 ด้าน ส่วนตัว Samsung Galaxy S III เองนั้นก็ยังคงมีขอบโลหะอยู่ แต่ก็ไม่ได้เด่นชัดขึ้นมาแบบ iPhone หรือ Samsung Galaxy S ที่เคยมีปัญหากันมา

6. ไอคอนของแอพมีกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขอบมนล้อมรอบ

not-rounded-icons_thumb

ปัญหานี้ Samsung ได้แก้ไขไปตั้งแต่ไอคอนแอพใน Samsung Galaxy S II แล้ว  ส่วนใน S III นั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร แถมไอคอนส่วนใหญ่จะใช้ของ Google มาเลยตรงๆ อีกด้วย เช่น ไอคอนของ Play Store, Talk เป็นต้น

7. แถบไอคอนแถวล่างจะยึดอยู่ตายตัวตลอด ไม่เปลี่ยนไปแม้จะเลื่อนหน้าแอพไป

no-dock_thumb

จากใน S และ S II เวลาเข้าหน้า app drawer จะเห็นว่าแถบไอคอนด้านล่างสุด 4 อัน คือ Phone, Contacts, Messaging และ Home จะถูกตรึงอยู่กับที่ตลอดเวลา เหมือนกับใน iOS แต่ใน S III จะไม่มีแถบนี้ขึ้นมาในหน้า app drawer อีกแล้ว จะมีก็แต่ในหน้า Home เท่านั้น

จาก 7 ข้อที่ผ่านมา ก็เรียกได้ว่า Samsung Galaxy S III เป็นสมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาถูกตามหลักกฏหมายเกือบ 100% เลยทีเดียว ทำให้ Apple แทบจะหาช่องฟ้อง Samsung Galaxy S III ไม่ได้อย่างที่เคยเป็นแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่ Samsung ยอมอ่อนข้อลงบ้าง แต่ก็อาจแลกมาด้วยรูปแบบดีไซน์ที่แปลกตาไปซักนิดละนะ

ก้าวกระโดดใหม่จาก Facebook มีมาให้ได้ติดตามกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นการประกาศเปิดตัวถึงระบบ App Center ใหม่ ซึ่งก็คือร้านค้าแอพพลิเคชั่นออนไลน์นั่นเอง โดยจะเป็นเสมือนบ้านของเหล่าบรรดาแอพต่างๆที่เราเล่นกันอยู่ใน Facebook ทุกวันนี้ นอกจาจะเป็นแหล่งที่รวมเอาทุกแอพของเ Facebook เข้าไว้ด้วยกันแล้ว ก็ยังมีแอพแบบที่ต้องจ่ายเงินซื้อเพิ่มเข้ามาด้วย

โดยสามารถเข้าผ่านทางหน้าเว็บ และรวมถึงแอพในเครื่องมือถือทั้งระบบ iOS และ Android ด้วย โดยจะออกให้เหล่าผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้กันในราวๆ 2-3 อาทิตย์ข้างหน้านี้ แต่ใครที่เป็นนักพัฒนาสามารถที่จะลงทะเบียนได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าสนใจจะเอาแอ็พของตัวเองเข้าไปอยู่ใน App Center นี้

ระบบ App Center นั้นจะมีความแตกต่างจากร้านแอพพลิเคชันอื่นๆอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือมันจะไม่มีระบบ Top List สำหรับการแสดงรายการของแอพขึ้นมา แต่ว่าจะใช้การจัดเรทติ้งของตัวแอพแทน แต่ถ้าแอพไหนมีเรทติ้งที่แย่มากๆ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่ถูกแสดงขึ้นมาเลย และยังมีระบบวิเคราะห์ที่ขึ้นอยู่กับเรทคะแนนที่เราให้ และแอพที่เราใช้งานด้วย รายชื่อแอพที่แนะนำสำหรับเราก็จะแสดงขึ้นมาแตกต่าง ไม่เหมือนกับของคนอื่นๆ

สำหรับนักพัฒนา จะต้องจัดทำหน้าที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับแอ็พของตัวเองด้วย และยังสามารถทำแอ็พที่ต้องเสียเงินซื้อได้ ไม่เหมือนกับก่อนหน้า ที่แอ็พจะต้องฟรีเท่านั้น แต่ว่าสามารถเก็บเงินจากการซื้อสิ่งของ หรือไอเทมในแอ็พนั้นๆได้

ถึงตรงนี้ก็บอกได้เลยว่านี้เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Chrome Web Store ของ Google เลยทีเดียว มากกว่าที่จะเป็นการไปชนกับ App Store หรือ Play Store และด้วยฐานผู้ใช้งานของ Facebook ที่มีอยู่แล้วกว่า 900 ล้านคน และส่วนใหญ่ในจำนวนที่ว่านี้ ก็ติดเกมใน Facebook กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย เลยไม่เห็นจุดตรงไหน ที่จะทำให้ App Center ที่ว่านี้ ไม่ได้รับความนิยมเลยสักนิดนึง

ลือกันอีกแล้วว่า Apple นั้นเตรียมปรับปรุงในส่วนของ  MacBook Pro 15นิ้วให้รองรับ หน้าจอ Retina Display นั่นเองครับและทั้งนี้ รุ่นปรับปรุงนี้ คงจะเป็นรุ่นที่ผลิตออกมา แบบ ultra-thin design   คาดว่าน่าจะออกประมาณปีนี้ช่วงSummer อืมเราจะได้เห็นSpecแบบแมคบุกโปรและบางเหมือแมคบุคแอร์  นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับ เทคโนโลยีใหม่ ทีี่เร็วมากนั่นคือ  USB 3.0  และ Apple ก็ได้มีการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยความเร็วในการส่งข้อมูลเนี่ย 5Gb  ต่อวินาทีเลยละครับ

screen-shot-2012-05-11-at-5-38-54-pm.png

 


อาจจะเป็นหนึ่งฟีเจอร์ใหม่อีกหลายๆคนหวังไว้และอยากให้มีมากๆ   Multi-User  นั่นเอง โดยผู้ใช้งานipad บางกลุ่มบอกอยากให้ipad สามารถรองรับการใช้งานในส่วนของ   Multi-Userได้  ถามว่ามันดียังไง ม เราจะสามารถแชร์ข้อมูลให้คนอื่นๆได้ผ่านaccount เพียง account เดียวก็สามารถใช้แชร์ข้อมูลกันได้ทั่วถึงเลยครับ  เช่น สมาขิกในครอบครัวเรา หรือ เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดหย่อม  แชร์อะไรได้ละ ก็ เช่น appไงครับ โดยถ้าเราเปรียบเทียบง่ายๆใครมีอะไรเราก็มีด้วย  แต่จะสามารถแชร์ข้อมูลได้เฉพาะคนที่มี account เท่านั้น นะ!!

ซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ว่า นายจอร์จ โคโลนี ซีไออีของหน่วยงานวิยจัยฟอร์เรสเตอร์ ชี้ว่า ในอนาคตข้างหน้า แอปเปิลจะตกลงและเสียความนิยม เนื่องจากสิ้นยุคของสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำที่ทรงบารมีของแอปเปิล โดยนายทิม คุก ผู้บริหารแอปเปิลคนใหม่ ขาดคุณสมบัติดังกล่าว และไม่สามารถสร้างบารมีเท่าสตีฟ จ็อบส์ ได้ โดยนักวิเคราะห์รายนี้ระบุว่า ชะตาของแอปเปิลระยะยาวจะสะท้อนภาพเหมือนกับกรณีบริษัทยักษ์ใหญ่โลกหลายแห่งต้องตกต่ำ เช่น”โซนี่”หรือ”โกดัก” หรือดิสนีย์ ภายหลังวอลท์ ดิสนีย์ ตาย โดยหน่วยงานที่ทรงบารมีหลายแห่งล้วนนำโดยบุคคลที่มีพรสวรรค์แห่งเปี่ยมคุณค่า

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แอปเปิลเผยว่า บริษัทมียอดกำไรเพิ่มข้นเป็นเท่าตัวในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ จากการขายโทรศัพท์ไอโฟนได้กว่า 35 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่าที่ประเมินไว้มาก นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถขายเครื่องคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชได้ 4 ล้านเครื่อง,ไอโฟน 11.8 ล้านเครื่อง และไอพอด 7.7 ล้านเครื่องในช่วงไตรมาสดังกล่าว

ส่งสัญญาณอย่างเป็นทางการกันเสียทีเมื่อล่าสุดเว็บขายส่งสินค้าจำพวกชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่าง TVC-Mall ได้มีชิ้นส่วนปุ่ม Home ของ iPhone รุ่นใหม่ออกมาขายกันแล้ว โดยใช้ชื่อว่า iPhone 5 Home Button ซึ่งมีรูปร่างแตกต่างไปจากปุ่ม Home ของ iPhone 4S ซะด้วย

ตัวปุ่มของ iPhone รุ่นใหม่นั้นจะมีส่วนที่เป็นฐานพลาสติกยื่นออกมาเยอะกว่าแบบเก่าใน iPhone 4S ซึ่งแบบเดิมจะไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ โดยในปุ่มแบบใหม่ตัวฐานจะกว้างจนออกมาเป็นสี่เหลี่ยมอย่างที่เห็น แต่พื้นที่สำหรับใช้งานปุ่ม Home ก็ยังเป็นวงกลมเหมือนเดิม

ปุ่ม Home ของ iPhone 4S

นอกจากนั้นเว็บไซต์อย่าง TrueSupplier ก็เริ่มมีชิ้นส่วนดังกล่าวขายแล้วเหมือนกัน และมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับของเว็บไซต์ TVC-Mall เป๊ะๆ ดังนั้นตอนนี้น่าจะพอมั่นใจได้เยอะแล้วว่า ปุ่ม Home ที่เห็นน่าจะเป็นของ iPhone รุ่นใหม่จริงๆ เพราะจากในอดีตถ้ามีผู้จำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่มากกว่า 2 เจ้าขึ้นไปออกมาขายชิ้นส่วนคล้ายๆ กันเมื่อไหร่ก็น่าจะแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มั่วมา ซึ่งต่อจากนี้ก็น่าจะเริ่มมีชิ้นส่วนทยอยหลุดกันมาให้เห็นเรื่อยๆ กันอีกต่อไป

ว่าที่ปุ่ม Home ของ iPhone รุ่นต่อไป?

เราต่างรู้กันดีว่าสินค้าหลายๆ อย่างของ Apple นั้นผลิตในประเทศจีน โดยเฉพาะ iPad ซึ่งหากถามคนทั่วไปว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น เหตุผลหนึ่งที่เราจะได้ยินจากการคาดเดาก็เป็นเพราะเรื่องของค่าแรงที่ถูกกว่าทำให้ต้นทุนการผลิตทำได้ถูกกว่าผลิตที่อื่นๆ นอกประเทศจีน แต่จริงๆ แล้วนั่นอาจไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ Apple ต้องเลือกผลิต iPad แค่ในประเทศจีนเท่านั้น

แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีตัวแปรสำคัญนั่นก็คือ “แร่ธาตุ” ซึ่งจีนถือว่าเป็นประเทศที่ใหญ่มาก และมีแร่ธาตุสำคัญที่หายาก 17 ชนิดซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ในกระบวนการสร้าง Gadget ยอดนิยมต่างๆ รวมไปถึงแบตเตอรี่ของ iPad, ชิ้นส่วนกระจก, และชิ้นส่วนแม่เหล็กบน Smart Cover โดยแร่โลหะที่สำคัญหลายๆ ชนิดนั้นสามารถหาได้จากในจีนเกือบทั้งหมดซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนถึง 95% โดยหากจะไปหาแร่โลหะเหล่านี้นอกประเทศจีนก็ทำได้ แต่ก็จะมีเพียง 5% เท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เห็นได้เลยว่า ประเทศจีนนั้นมีความสำคัญต่อกระบวนการผลิตสินค้าไอทียุคใหม่มากๆ ด้วยพื้นฐานเรื่องทรัพยากรธรรมชาติที่เยอะกว่าชาวบ้านเค้าอยู่แล้ว รวมไปถึงแรงงานที่มีจำนวนมาก ทำให้จีนยังคงจะครองความเป็นมหาอำนาจในการผลิตสินค้าให้กับชาติอื่นๆ ไปอีกนาน

ข่าวการเข้าซื้อ Instagram โดย Facebook นั้นสร้างผลกระทบที่หลายๆ คนอาจจะนึกไม่ถึงเท่าไร หนึ่งในนั้นคือการที่ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้งร่วมของ Twitter ได้เลิกใช้งาน Instagram เนื่องจากอาจจะแอบเซ็งที่ Facebook ตัดหน้า Twitter ด้วยการทุ่มซื้อ Instagram ไปเสียก่อน ส่วนอีกคนที่เพิ่งจะเลิกใช้งาน Instagram ไปหมาดๆ ก็คือ Phil Schiller รองประธานบริหารด้านการตลาดของ Apple ด้วยเหตุผลที่น่าจะพอเดากันได้… “Android”

Phil Schiller ได้ทำการลบ Account Instagram ของเขาทิ้ง ประมาณว่าเลิกเล่นไปเลยหลังจากที่ Instagram ได้ออกตัวแอพเวอร์ชั่นสำหรับ Android Phone ได้ไม่นาน โดยเมื่อมีผู้สอบถามไปยัง Twitter ของเขาผ่านทาง Direct Message ว่าทำไมหรือเพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น ก็ได้คำตอบกลับมาว่า

“มันดูไม่ค่อยเจ๋งแล้ว เพราะมันไปลง Android”

เรื่องนี้ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์และดราม่ากันต่างๆ นานา เพราะก่อนหน้านี้เคยมีข่าวที่ว่าผู้ใช้งาน iOS แอบแขวะผู้ใช้งาน Android เกี่ยวกับเรื่อง Instagram ต่างๆ อารมณ์เหมือนแบ่งแยกชนชั้นซึ่งดูไร้สาระมาก แต่การที่ Phil Schiller ออกมาตอบแบบนี้ก็เหมือนจะเป็นการโหมกระแสเข้าไปอีกหน่อยให้ดูเข้มข้นขึ้น จึงมีแฟนๆ จากเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศทำการส่งอีเมล์ไปถามทาง Phil Schiller โดยตรงว่าทำไมถึงตอบออกมาเช่นนี้ ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาล่าสุดว่า

“Instagram เป็นแอพและสังคมที่เจ๋งมาก นั่นไม่ได้เปลี่ยนไปเลย”

“แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเคยชอบมาก คือการที่มันเคยเป็นสังคมเล็กๆ ของการแบ่งปันภาพแบบใหม่”

“ตอนนี้มันเติบโตขึ้นมากและสัดส่วนของปริมาณต่อคุณภาพก็เปลี่ยนไป”

“มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะดีหรือไม่ดี เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ผมเคยสนุกด้วยอีกแล้ว”

ดูจากคำตอบแล้วก็ดูเหมือนว่าเป็นมุมมองที่มีจุดยืนพอสมควรจาก Phil Schiller ซึ่งเขาอาจจะมองว่าผู้ใช้งาน Instagram นั้นเยอะเกินไป และรูปที่มีตอนนี้ก็เริ่มไม่เจ๋งเท่าเมื่อก่อนแล้ว เลยเลิกเล่นไปเลยอะไรแบบนั้น ซึ่งก็น่าจะมีส่วนเล็กๆ ที่มาจากการที่ Instagram พอร์ทไปลง Android ด้วย โดยแน่นอนว่าพอเป็นคำพูดที่มาจากคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทคู่แข่งของ Google อย่าง Apple ก็ก่อให้เกิดเป็นกระแสข่าวว่าทั้งสองบริษัทนั้นเกลียดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้นสำหรับผู้ใช้งาน Instagram ในบ้านเราไม่ต้องไปคิดลึกคิดอะไรมากเท่าไรเพราะ Social Media ที่เกิดมาใหม่ๆ นั้นจะมีช่วงพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้วว่าจะดีจริงและเจ๋งพอที่จะอยู่รอดต่อไปได้รึเปล่า ส่วนกรณี iOS ปะทะ Android นั้นทางต่างประเทศเขาเล่นเรื่องนี้กันเยอะเหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าคนไทยเรา (โดยเฉพาะที่ติดตามเว็บนี้ ^^) ไม่น่าจะมีคนเสียเวลาไปกับเรื่องเปรียบเทียบคนใช้ iPhone กับ Android ซักเท่าไหร่ โดยผมคิดว่าเราน่าจะยิ่งดีใจเสียด้วยซ้ำที่จะมีเพื่อนๆ ทั้งหลายที่ใช้งาน Android อยู่เข้ามาร่วมแชร์ร่วมคอมเม้นท์รูปภาพสวยๆ บน Instagram ไปด้วยกันได้ซักที เอาเป็นว่าเล่นให้สนุก อย่าคิดมากครับ

%d bloggers like this: