Category: Review


วันนี้ มี APP สำหรับ Chrome Web Store มาให้เล่น ชื่อว่า Sinuous โหลดฟรีที่ Web Store หรือ www.sinuousgame.com 

การเล่นง่ายมากครับ หลบจุดแดง 555555

โดนได้ 2 ครั้ง ยกเว้นเก็บเพิ่มชีวิต

โดนกำแพงตายทันที

ถ้าเครื่องช้า ค่า FPS น้อย คะแนนที่เป็น จะถูกหักจากเปอร์เซนต์ FPS ที่หายไป

ยิ่งวาดลวดลาย ยิ่งได้แต้ม บางคนทำเป็นรูปหัวใจเลยย

ตบท้ายด้วยวิดิโอการเล่นครับ // เสียงแตกและดังมาก ใช้ Camtasia อัด

Advertisements

iPhone 4S – ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคม ที่ทาง Apple นำโดย Tim Cook ได้ออกมาเปิดตัว ไอโฟนรุ่นใหม่ จนถึงวันนี้ หลายๆ คนในที่นี้ อาจจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ iPhone 4S จากศูนย์ในประเทศไทยกันไปพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังมี บางส่วน ที่ยังไม่แน่ใจ ว่า iPhone 4S นั้น จะดีกว่า iPhone 4 มากแค่ไหน จะคุ้มค่าที่จะเปลี่ยน หรือซื้อมาใช้งานหรือไม่ บวกกับในช่วงนี้ สมาร์ทโฟน จากแบรนด์อื่นๆ ก็ถูกส่งมาแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การตัดสินใจที่จะซื้อหา สมาร์ทโฟนมาใช้สักเครื่อง ในปัจจุบัน ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิม ในวันนี้ ทีมงานจึงได้ นำเอา iPhone 4S ที่ถือว่าเป็น สมาร์ทโฟน ที่กำลังมาแรง มารีวิวให้ทุกท่าน ได้รับชมกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งหนทาง ที่จะช่วยประกอบการตัดสินใจสำหรับท่านที่กำลังจะเลือกซื้อหา สมาร์ทโฟนสักเครื่อง ในช่วงนี้ครับ

ตัวเครื่อง และ ดีไซน์

 

สำหรับ iPhone 4S นั้นยังคงมีให้เลือก 2 สีเหมือนเดิม นั่นก็คือสีดำ และสีขาว

ขนาดหน้าจอของ iPhone 4S นั้นอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ซึ่งรูปด้านบนนั้น
เป็นการเปรียบเทียบกับ สมาร์ทโฟนอีกรุ่น ที่มีขนาดหน้าจอ 4.6 นิ้ว จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันพอสมควร

ด้านหน้าของตัวเครื่อง ในส่วนบน จะประกอบด้วย กล้องหน้า, เซนเซอร์, และ ลำโพงสำหรับสนทนา

ถัดลงมาด้านล่าง ก็จะเป็น ปุ่มโฮม

ด้านข้างฝั่งซ้ายจะประกอบด้วย Ring/Silent Switch และปุ่มเพิ่มลดเสียง
ซึ่งในขณะเดียวกัน บน iPhone 4S (iOS 5) สามารถใช้ปุ่ม เพิ่มลดเสียง ในการถ่ายรูปได้ด้วย

ส่วนฝั่งขวา ก็จะเป็น ช่องสำหรับใส่ Micro Sim นั่นเองครับ

ทางด้านบน จะมีปุ่ม Power และ ช่องสำหรับ เชื่อมต่อชุดหูฟัง ขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ทางด้านล่าง จะเป็น ไมโครโฟน, ช่องสำหรับสาย Connector แบบ 30 pin
และ Build-in Speaker สำหรับดูหนังฟังเพลง เล่นเกม (เรียงจากซ้ายไปขวา)

ด้านหลัง ของตัวเครื่องจะมี กล้อง ความละเอียดระดับ 8 ล้านพิกเซล ที่ว่ากันว่า ชัดมาก
ซึ่งในส่วนท้ายของบทความ จะมีภาพและวีดีโอ ที่ถ่ายจากกล้อง iPhone 4S มาให้ได้ชมกันด้วย

ชมด้านหลังของตัวเครื่องกันแบบเต็มๆ อีกสักครั้ง

ความหนา ของตัวเครื่อง ค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับ iPad โดย iPhone 4S นั้น หนากว่าเล็กน้อย

ถ่ายรูปหมู่กันสักนิด

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงใน iPhone 4S
เร็วขึ้น แรงขึ้น ด้วย ชิพ Apple A5 Dual-core ความเร็ว 1 GHz

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับ iPhone 4S เมื่อเทียบกับ iPhone 4 นั่นก็คือ CPU ที่ถูกพัฒนาให้แรงขึ้นอีกเท่าตัว โดย Apple A5 นั้น จะเป็น CPU แบบ Dual-Core ที่มีความเร็วอยู่ที่ 1GHz ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่นเก่าแล้ว จะทำให้ iPhone 4S มีซีพียู ที่แรงกว่าเดิมถึง 1 เท่า พร้อมกับชิพกราฟฟิคที่แรงขึ้นกว่ารุ่นเก่า ถึง 7 เท่า อีกทั้งยังประหยัดพลังงานมากกว่าอีกด้วย

ถ่ายภาพ ด้วยกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และ วีดีโอ คุณภาพ ระดับ Full HD


สำหรับกล้อง ของ iPhone 4S นั้นถือว่าทาง Apple เน้นเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็น เลนส์ และเซ็นเซอร์ ที่มีคุณภาพ ทำให้ภาพที่ได้ มีความสมจริง และสีสันสดใส และสืบเนื่องมาจาก CPU A5 Chips ช่วยให้การถ่ายภาพนั้น ทำได้เร็วกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ กล้องบน iPhone 4S นั้นสามารถถ่ายวีดีโอแบบ Full HD พร้อมทั้ง ตัดต่อด้วย iMovies (ซื้อจาก Appstore) ขึ้น Youtube ได้อย่างสะดวกสบาย

World Phone รุ่นแรก ของโลก ที่รองรับทั้ง GSM และ CDMA ในเครื่องเดียว

iPhone 4S ถือเป็น สมาร์ทโฟน รุ่นแรกที่รองรับทั้งระบบ GSM และ CDMA ในเครื่องเดียว ซึ่งทาง Apple ได้ใส่ เสาสัญญาณเข้าไปในตัวเครื่อง ถึง 2 เสา จึงช่วยให้หมดปัญหาเวลาเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงได้มีการแก้ไขปัญหา ในเรื่องของการรับสัญญาณ ที่เคยมีปัญหาในรุ่นก่อนๆ อีกด้วย

การรับส่งข้อมูล (HSDPA) เพิ่มขึ้นเท่าตัว (14.4 Mbps)

iPhone 4S มาพร้อมกับความสามารถในการรองรับความเร็วในการส่งข้อมูลไร้สาย แบบ 3G ได้เร็วกว่าเดิม โดยจะสามารถรับได้สูงสุดถึง 14.4 Mbps เลยทีเดียว ในขณะที่รุ่นก่อนหน้าทำได้เพียง 7.2 Mbps เท่านั้น

มาพร้อมกับ iOS 5 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด

iOS เวอร์ชั่นล่าสุด ที่ถูกพัฒนาให้มีความเร็วมากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นก่อนๆ อีกทั้งยังมีแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ และ ฟังก์ชั่นใหม่ๆ มาให้ เลือกใช้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Notification Center ที่จะคอยแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ iMessage ที่จะช่วยให้การส่งข้อความไปยังผู้อื่นได้ง่ายขึ้น NewsStand เสมือนมีชั้นวางหนังสืออยู่บนสมาร์ทโฟนของคุณ รวมถึงมีการพัฒนา Interface ที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย

สะดวกสบายไปกับ iCloud


เชื่อมต่องานเอกสาร ภาพถ่าย เพลง และอื่นๆ จาก PC หรือ Mac ไปยัง iPhone, iPad ได้อย่างง่ายดาย ด้วย iCloud โดย iCloud นั้นเปรียบเสมือน คลังข้อมูลแบบออนไลน์ ที่อัพเดทตลอดเวลา คุณสามารถถ่ายภาพจาก iPhone 4S แต่ดูภาพถ่ายจาก PC หรือ Mac รวมถึง iDevice อื่นๆ ได้แบบ Real-time ผ่าน บริการ iCloud จาก Apple

Siri ผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะตามคุณไปในทุกๆ ที่

Siri เป็น แอพพลิเคชั่นสั่งงานด้วยเสียง ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ iPhone 4S โดยคุณสามารถสั่งให้ Siri โทรเข้าออก ส่ง SMS หรือ Email ถาม สภาพภูมิอากาศ แจ้งเตือน หรือคอยปลุกตอนเช้า รวมไปถึงการเป็นเพื่อนคุยเวลาเหงาได้อีกด้วย

สองสามวันที่ผ่านมาผมได้ลองยืมมือถือ Samsung Wave I ของเพื่อนมารีวิว bada 2.0 แต่ผมไม่แน่ใจว่าเป็น Developer Preview หรือเป็น OS ของเมืองนอก เพราะพิมพ์ภาษาไทยไม่ได้ เลยจัดเต็มรีวิว!

ลักษณะที่ผมใช้ มันให้ความรู้สึกเป็น Galaxy S II เอามากๆ เพราะ UI ของ bada 2.0 เป็นระบบ TouchWiz 4.0 แถมมี Social Hub และ ChatON ที่จะมาฟันกับ WhatsApp ด้วย

ลักษณะการใช้งานมันเหมือน TouchWiz เอามากๆ สไลด์ลื่นเหมือน Android แถมปุ่มกลางและปุ่มปิดเครื่องก็เปลี่ยนการใช้งานออกไป

มันให้ความรู้สึกเหมือน Galaxy S II จริงๆ เท่าที่ดูมา

ระบบ Files ก็เป็นแบบเดิมๆ ไม่มีอะไรมาก

ระบบรูปภาพเหมือน Android จริงๆอ่ะ ><

อันนี้รู้สึกจะลอกกันนะ ปุ่มเลือก Flight Mode มันเป็นของ iOS นี่!!

กล้องลูกเล่นมากขึ้น แถมปรับหน้าจอตามการหมุนด้วย แต่ปุ่มเลือกโหมด เลียน iOS ไปหน่อยนะ

Voice Command ทำอะไรไม่ได้มาก ดีไม่เท่า Siri

คีย์บอร์ดยังรองรับภาษาไทยไม่ได้นัก แถมมีปุ่มไมค์แบบ iPhone 4S อีกด้วย

ระบบข้อความเป็นแบบ Conversation เหมือนกันทุกค่าย

Notification Center เพิ่มเติมเรื่องการหมุนหน้าจออีกด้วย

โดยรวมแล้ว ผมว่า สวยกว่า 1.0 กับ 1.2 มาก เพิ่มเติมจาก Android กับ iOS นิดหน่อย โดยรวมแล้วใช้ได้เลย

ตอนนี้ต้องโหลดเถื่อน แล้วต้อง Flash เครื่องเองนะครับ ยังไม่ออก Ofiicial

เราทราบกันดีครับว่าสมาร์ทโฟน – แท็ปเล็ต Android (เกือบ)ทุกรุ่นสามารถพัฒนาให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้เสมอ เนื่องจากโอเอสเปิดเป็น Open-Source เอาไปโมยัดแต่งเติมได้ตามใจฉัน แต่ถ้าหากพูดถึงเฉพาะสมาร์ทโฟนที่เป็น Pure Google หรือใส่ Android แบบ Original มาให้เลยนั้น จะต้องนึกถึง “Google Nexus” เป็นอันดับแรก ล่าสุดได้เดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว นั่นก็คือ “Galaxy Nexus” ซึ่งทาง Google ร่วมมือกับ Samsung ในการพัฒนา มีจุดเด่นที่ดีไซน์โค้งเว้าได้สัดส่วน บางเฉียบเพียง 8.9 มิลลิเมตร และมาพร้อมกับหน้าจอ Super-AMOLED HD 4.65 นิ้ว ไร้ปุ่ม ! ที่แน่นอนคือ เป็นรุ่นแรกของโลกที่รันAndroid 4.0 Ice-Cream Sandwich อย่างเป็นทางการ แถมยังมีอัพเดทอะไรใหม่ๆ มาให้ลองก่อนใคร ตามแบบฉบับ Google Nexus : )

Image

Image

คุณสมบัติเด่น

– ขนาด 135.5 x 67.9 x 8.9 มิลลิเมตร , น้ำหนัก 135 กรัม
– รองรับคลื่นความถี่ GSM Quadband (850/900/1800/1900 MHz)
– รองรับคลื่นความถี่ 3G HSPA+ 21Mbps (850/900/1700/1900/2100 MHz)
– หน้าจอ Super-AMOLED HD 4.65 นิ้ว (ความละเอียด 1280×800 พิคเซล) , รองรับมัลติทัช 10 จุด, กระจก Gorilla Glass – พื้นผิวกันรอยนิ้วมือ
– เซ็นเซอร์หมุนหน้าจอ (Accelerometer), ตรวจจับการเคลื่อนไหว 3 แกน (3-Axis Gyroscope), ปิดหน้าจออัตโนมัติ (Proximity Sensor)
– ชิปซีพียู TI OMAP4460 (Dual-Core) 1.2GHz , แรม 1GB (เหลือใช้งานจริง 646MB)
– เมมโมรี่ภายใน 16GB
– ระบบปฏิบัติการ Android 4.0.1 (Ice Cream Sandwich)
– เครื่องเล่นเพลง, วิดิโอ MP4
– รองรับการเชื่อมต่อ WiFi (802.11 b/g/n) , บลูทูธ 3.0, NFC (Android Beam)
– รองรับการใช้งาน Adobe Flash 11.1 (สำหรับ ICS 4.0)
– กล้องความละเอียด 5 ล้านพิคเซล (+AF, TF, Continuous Focus) พร้อมแฟลช LED , บันทึกวิดิโอความละเอียด HD1080p (30 เฟรมต่อวินาที) , Zero-Shutter lag
– ใช้งาน GPS , A-GPS ผ่าน Google Maps
– แบตเตอรี่ Li-ion 1,750 mAh

Image

Image

Image

Image

Image

Image

ดีไซน์

เมื่อ Samsung & Google ร่วมมือกันพัฒนาสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ Nexus S เป็นต้นมา สิ่งที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนก็คือ “หน้าจอกระจกโค้ง” (Curve-Glass) ทำให้การทัชสกรีนทำได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้ดีไซน์สวยแปลกตากว่าใคร ตัวเครื่องบางกว่า Nexus S พอตัวครับ วัสดุที่ใช้ก็ดีกว่า ด้านหน้าไม่มีปุ่มกดใดๆ ครับ ทุกอย่างแตะจอหมดคล้าย Tablet Honeycomb, กล้องหน้า 2MP ส่วนด้านข้างตัวเครื่องมีแทบ NFC, ปุ่ม Volume และพอร์ทเชื่อมต่อต่างๆ ด้านล่างเช่น หูฟัง 3.5 มิลลิเมตร, ช่อง MicroUSB (+MHL)

Image

Image

Image

Image

ด้านหลังออกแบบเรียบง่ายเช่นเคย แต่มาพร้อมกับฝาหลังแบบ Hyperskin ผิวสากๆ ช่วยให้การจับถือทำได้ดีขึ้น เลนส์กล้อง 5MP+แฟลช อยู่ส่วนบน และลำโพงหลักส่วนล่าง ฝาหลังสามารถแกะได้ครับ เพื่อทำการเปลี่ยนแบต-ซิม แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่รุ่นนี้เพิ่มเมมการ์ดไม่ได้นะจ๊ะ มี 16GB หมดแล้วหมดเลย

งานประกอบของรุ่นนี้ทำได้ดีเยี่ยม ผมว่ามันดีกว่า Nexus S มาก ทั้งวัสดุบอดี้ ความคงทน ถือแล้วจะรู้สึกได้ว่าไม่บอบบาง คงทน และไม่ใหญ่จนเกินไปนัก แต่ด้วยการบังคับที่ต้องใช้หน้าจอทั้งหมด เวลาใช้งานต้องระวังนิดนึง หากตกกระแทกแล้วงานงอกหนักแน่นอน 😀

สรุป

หากสังเกตดีๆ จะพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้มือถือ Android เรียกได้ว่าแทบจะเดินชนกันก็ว่าได้ จากที่มันมีราคาค่อนข้างถูก ฟีเจอร์เยอะ และมีหลายรุ่น แบรนด์ให้เลือกใช้ สำหรับซอฟท์แวร์ล่าสุดอย่าง “Ice-Cream Sandwich” หรือ Android 4.0 เป็นอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งทาง Google และ Samsung นำมาให้คุณสัมผัสครั้งแรกบน “Galaxy Nexus” สมาร์ทโฟนกูเกิ้ลโฉมใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์บางเฉียบ โค้งเว้าไม่เหมือนใคร หน้าจอ Super-AMOLED HD แสดงผลเนียนขั้นสุดยอด เหมาะสำหรับการใช้งานมัลติมีเดียทุกแขนง รองรับการเชื่อมต่อครบเครื่อง และแน่นอนครับ .. เมื่อมี Android เวอร์ชั่นใหม่ออกมา เจ้านี่จะได้อัพเดทก่อนใครในโลก !

Image

อย่างไรก็ดี ตามคอนเซ็ปของตระกูล Nexus มันคือสมาร์ทโฟน Pure Google ครับ ดังนั้นจึงไม่มีการ Customized ใดๆ จากผู้ผลิต (Samsung) ดังนั้นฟีเจอร์เดิมๆ ที่ติดเครื่องมาอาจมีครบบ้าง ไม่ครบบ้าง ตรงนี้หากคุณใช้ Android มาจนคล่องมือแล้ว สามารถลง Custom Rom ต่างประเทศเพื่อเพิ่มความสามารถของตัวเครื่องได้เช่นกัน หรือจะใช้แบบเดิมๆ ก็โอเคทีเดียว ผมว่า Android 4.0 ทำการบ้านมาดีมาก สำหรับใครที่ลังเลระหว่าง “Galaxy S II” กับรุ่นนี้ ต้องชั่งใจว่าเอาครบเครื่องพร้อมใช้ (GS II) หรือดั้งเดิม ไร้เติมแต่ง (Nexus) คนละสไตล์ครับ

สำหรับ Samsung Galaxy Nexus เปิดตัวที่ราคา 19,900 บาท คิดว่าน่าจะถูกที่สุดในโลกแล้วในตอนนี้ (UK 25000 บาท, Canada 20,300 บาท) โดยที่ไม่ตัดสเปคใดๆ ทั้งสิ้นครับ วางขายผ่าน AIS สามารถสมัครโปรรายเดือน 299 บาท (3G 1.5GB) ได้ด้วย

Strength

– Curved Design , หน้าจอกระจก Gorilla Glass เคลือบสารกันรอยขีดข่วน
– หน้าจอ Super-AMOLED HD 4.65 นิ้ว แสดงผลคมกริบ มุมมอง 178 องศา
– ซีพียู Dual-Core 1.2GHz , แรม 1GB
– Android 4.0.x อัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ก่อนใคร
– รองรับ 3G HSPA+ ครบทุกความถี่ (ใช้ของ True, True-H, TOT, AIS, Dtac)
– เมมโมรี่ภายใน 16GB
– รองรับการเชื่อมต่อ NFC , Android Beam
– เบราเซอร์ทำงานได้รวดเร็ว , รองรับแฟลช 11.1
– กล้องความละเอียด 5MP พร้อม AF, Touch-Focus, Continuous Focus, Zero-Shutter Lag, แฟลช LED
– บันทึกวิดิโอ HD1080p + Playback
– ราคาเปิดตัวไม่แพงมากนัก

Weakness

– Android 4.0 แบบเดิมๆ ไม่มีการปรับแต่งฟีเจอร์ หลายๆ อย่างจึงขาดไป
– แบตไม่ค่อยอึด
– ไม่สามารถเพิ่มเมมโมรี่ภายนอกได้
– ไม่มีแอพฯ 3rd Party Utility , Office Suite ลงมาให้
– NFC, Android Beam แทบไม่ได้ใช้จริงในชีวิตประจำวัน

ทางเว็บไซต์ชื่อดังในจีนอย่าง Mic Gadget ได้นำ MacBook Air ของเลียนแบบ มารีวิวเต็มๆ โดยเครื่องนี้ได้ใช้ชื่อว่า AirBook ที่ต้องบอกเลยว่ารูปร่างหน้าตานั้น ถ้าดูผ่านๆ ก็แทบไม่ต่างจาก MacBook Air โน้ตบุ๊กสุดบางของจริงเลยทีเดียว รวมไปถึงขนาดน้ำหนักและพอร์ตการเชื่อมต่อก็ยังใกล้เคียงอีกซะด้วย

ที่จะว่าไปแล้วก็เหมือนจะไม่แปลกอะไรในเมืองจีนที่ปกติก็มีการเลียนแบบสินค้ากันทั่วไปอยู่แล้ว อย่างก่อนหน้านี้เราคงได้เคยเห็น iPhone, iPod หรือแม้แต่ iPad ก็โดนสร้างเลียนแบบออกมาแล้วทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามกับความสามารถหรือคุณสมบัติต่างๆ คงไม่สามารถเทียบเท่ากับของจริงได้อย่างแน่นอน

AirBook ที่เหมือนกับ MacBook Air เครื่องนี้ก็อาศัยระบบปฏิบัติการ Windows 7 เป็นตัวขับเคลื่อน (ถ้าใช้ Mac OS X ได้อันนี้ยอมเลย) มาพร้อมกับสเปก Intel Atom ความเร็ว 1.8GHz ส่วนแรมอัดให้มาถึง 4GB ด้วยกัน โดยมีขนาดหน้าจอ 13.1 นิ้วเรียกง่ายๆ ว่าสเปกนี้ก็จัดได้ว่าเป็นเน็ตบุ๊กนั่นเอง อีกทั้งยังมีหน่ายความจำแบบ SSD ที่มีความเร็วสูงกว่าฮาร์ดดิสก์แบบทั่วไป มาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้ดีที่สุดอีกด้วย

สำหรับรูปร่างหน้าตาของเครื่องก็เหมือนกับ MacBook Air ของจริงมาก ทั้งในส่วนของการดีไซน์ออกแบบที่ลอกกันมาอย่างไม่ต้องสงสัย รวมไปถึงโลโก้ Apple ที่อยู่ตรงกลางฝาหลังก็ลอกมาได้อย่างแนบเนียบแถมมีไฟส่องสว่างออกมาเสียด้วย โดยวัสุดที่ใช้ทำขึ้นนั้นเป็นพลาสติกทั้งหมดแบบ Unibody แต่มีการตั้งใจเคลือบสีให้เหมือนกับอะลูมิเนียม ที่ MacBook Air ของจริงใช้

แน่นอนว่า จากที่ผมเคยเขียนเรื่อง ปัญหาของผู้ผลิต Ultrabook ที่ทำเครื่องเป็น Unibody ไม่ได้ ตอนนี้ เรียกได้ว่า AirBook เป็นโน็ตบุคเครื่องแรก ที่สามารถทำได้ครับ

นอกเหนือจากนั้นทัชแพดยังรอบรับการใช้งานแบบมัลติทัชและขั้วชาร์จไฟของเครื่องก็เป็นแบบ MagSafe ไม่ต่างไปจาก MacBook Air เครื่องจริงเลย ถ้าหากไม่สังเกตดีๆ  ส่วนขนาดรอบตัวเครื่องของ AirBook อยู่ที่ 13.1 x 8.83 x 0.75 นิ้ว น้ำหนัก 1.41 กิโลกรัม ที่ต้องบอกว่าหนาและหนักกว่าของจริงเล็กน้อย โดยพอร์ตการเชื่อมต่อก็มีมาให้ทั้ง USB 2.0 จำนวน 2 พอร์ต, การ์ดรีดเดอร์ SD 1 ช่อง และ Mini HDMI จำนวน 1 ช่องด้วยกัน


ซึ่งในรีวิวนี้นอกเหนือไปจากจะเปรียบเทียบ AirBook และ MacBook Air ในส่วนของรูปร่างภายนอกแล้ว ยังได้มีการนำมาเทสคะแนนด้วยโปรแกรมกัน รวมไปถึงวัดระยะเวลาในการใช้งานของเครื่อง ที่ผลเราสามารถดูได้ตามภาพ ที่เห็นได้ว่ามีความห่างชั้นกันขนาดไหน

สำหรับราคาก็สนนอยู่ที่ 499 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 15,000 บาทไทย เอาเป็นว่าใครสนใจก็ลองชมภาพเปรียบกับจุดต่อจุดกันได้ ตามด้านล่างนี้เลย

จากเท่าที่ลองสัมผัสกับ XL แล้วผมบอกเลยว่าโดน โดนใจกว่า XE ครับในเรื่องของกล้องแจ่มมากและทำได้ตั้งหลายอย่าง นอกจากนี้ยังมีหูฟังเทพ อีกต่างหากใส่แล้วดูทันสมัยดีครับ หน้าจอสีสดใส และทำงานไวดีครับถ้าลองดูจากคลิปจะเห็นว่าผมลองเทสเปิดเว็บ soccersuck ที่ใส่ Flash Banner ระยิบระยับแต่ก็ยังเปิดได้ไวดี แจ่มมากๆครับ ส่วนข้อเสียก็คงจะเป็นการใส่ Micro SD Card ไม่ได้นี่แหละ

Image

Image

Image

Image

Image

มาลองดูรูปที่ถ่ายจาก Sensation XL กันครับ

รูปแรกเป็นรูปถ่ายจากโหมด Action burst (ถ่ายแบบ Stop Motion) ครับแล้วผมก็เอารูปมาซ้อนกันใน Photoshop
Image

ส่วนที่เหลือนนี้น้องสาวที่เป็นคนรีวิวถ่ายงดงามมาก

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

Image
ดูรูปจริง

อันนี้เป็นภาพแบบ Panorama ครับถ่ายยากหน่อยเอียงนิดเดียวไปซะและต้องนิ่งๆเล็งให้ดี
Image

สำหรับแอพที่ติดมาในเครื่องที่น่าใช้งาน เช่น
– Dropbox ที่ให้ความจุมา 5GB เอาไว้เก็บพวกงานพวกอะไรต่างๆ
– Polaris Office โปรแกรมสำหรับเปิด-แก้ไข ไฟล์ word, Excel, Powerpoint
– FB Chat สำหรับไว้แชตเฟสบุ๊ค
– Talk โปรแกรมแชตจาก Google
– Tango โปรแกรม Mobile Video call

Image

Image

Image

Image

ขอบคุณเว็บจาก htcsociety ด้วยนะครับ

HTC Sensation XEมีหน้าจอสัมผัสแบบ S-LCD ขนาด 4.3 นิ้ว พร้อม มีความละเอียดสูงถึง 540 x 960 พิกเซล (qHD) แสดงผลได้ 16.7 ล้านสี พร้อมเซ็นเซอร์ปรับระดับแสง และเซ็นเซอร์ดับไฟหน้าจอขณะสนทนา อีกทั้งยังมีกล้องหน้าความละเอียด 3 แสนพิกเซล นอกจากนี้ช่องลำโพงยังเปลี่ยนเป็นสีแดงให้เข้ากับธีมหูฟังของ Beats Audio by Dr. Dre

ถัดลงมาใต้จอจะพบกับแผงปุ่มแบบสัมผัสสำหรับเข้าถึงฟังก์ชั่นต่างๆ ทั้งปุ่มโฮมสำหรับเข้าสู่หน้าจอหลัก, ปุ่มเมนูเพื่อเข้าสู่การตั้งค่าต่างๆ, ปุ่มย้อนกลับ และปุ่มค้นหา ซึ่งได้เปลี่ยนไอคอนเป็นสีแดงเช่นเดียวกัน

ด้านซ้ายของตัวเครื่องมีปุ่ม Volume สำหรับปรับเพิ่ม/ลดเสียง และใช้การซูมเข้า/ออกเมื่ออยู่ในโหมดการถ่ายภาพจัดวางอยู่ ถัดลงมาจะพบกับพอร์ท microUSB ที่มีไว้สำหรับเสียบสายชาร์จหรือซิงค์ข้อมูลกับคอมพิวเตอร์

ขอข้ามในส่วนด้านขวาของตัวเครื่องซึ่งไม่มีส่วนประกอบใดๆจัดวางอยู่ ย้ายมาดูกันที่ส่วนบนของตัวเครื่องจะพบกับช่องเสียบชุดหูฟังสเตอริโอมาตรฐานขนาด 3.5 ม.ม. และปุ่มล็อค/เปิด-ปิดเครื่อง

ด้านล่างของตัวเครื่องมีเพียงช่องไมโครโฟนสำหรับใช้ในการสนทนาจัดวางอยู่ และปุ่มสำหรับกดเพื่อเปิดฝาหลังของตัวเครื่อง

ที่ด้านหลังมีกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีระบบออโต้โฟกัสพร้อมไฟแฟลชแบบ Dual LED และแถบยาวๆ ด้านข้างไฟแฟลชจะเป็นในส่วนลำโพงของตัวเครื่อง

เมื่อเปิดฝาหลังออกมาจะพบกับแบตเตอรี่ และช่องใส่ซิมการ์ดรวมไปถึงช่องใส่การ์ดหน่วยความจำแบบ microSD ที่สามารถถอดเปลี่ยนหน่วยความจำได้ทันทีโดยไม่ต้องถอดแบต

HTC Sensation XE with Beats Audio™ 
หลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องที่ HTC ได้ร่วมมือกับบริษัท Beats Electronics ของ Dr. Dre ศิลปินฮิพฮอปรุ่นเก๋า และเป็นโปรดิวเซอร์ของแรพเปอร์ชื่อดังอย่าง Eminem ซึ่งผลิตหูฟังที่มีการยอมรับจากศิลปินชั้นนำ และกำลังเป็นที่นิยมของนักฟังเพลงทั้งหลาย เพื่อนำเทคโนโลยีทางด้านเสียงจาก Beats มาใช้กับมือถือของ HTC เอง ซึ่ง HTC Sensation XE with Beats Audio™ หรือเรียกสั้นๆ ว่า  HTC Sensation XE ก็ถือเป็นผลิตผลรุ่นแรกหลังจากการร่วมมือครั้งนั้น โดย HTC Sensation XE  ถือเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ของ HTC Sensation ด้วยรูปร่างหน้าตาที่โขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน กับมิติและขนาดต่างๆ ของตัวเครื่องที่เท่ากันเป๊ะ พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 4.3 นิ้ว ที่มีความละเอียดถึง 540 x 960 พิกเซล (qHD) สามารถแสดงผลได้ 16 ล้านสี แต่ได้มีการเพิ่มเติมสีแดงซึ่งเป็นสีธีมของ Beats Audio เข้ามาในส่วนประกอบต่างๆ ของตัวเครื่อง อาทิช่องลำโพงสนทนา และไอคอนเมนูแอนดรอยด์ รวมไปถึงวงแหวนรอบเลนส์กล้องถ่ายภาพ อีกทั้งยังมีโลโก้ของ Beats Audio สกรีนไว้ที่ฝาหลัง
นอกจากสีแดงตามส่วนประกอบต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา ทางด้านเครื่องเคราภายในของ HTC Sensation XE ก็มีการอัพเกรดทั้งในส่วนของ CPU ก็อัพความเร็วขึ้นมาเป็น 1.5 GHz แบบ Dual Core  มีหน่วยความจำภายใน 4 GB เหลือไว้ให้ใช้งานจริง 1 GB อีกทั้งยังมีความจุแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,730 mAh เพื่อการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.3.4 และส่วนติดต่อผู้ใช้งานยังคงเป็น HTC Sense 3.0 ที่ยังคงเอกลักษณ์เรื่องความสวยงาม และสะดวกต่อการใช้งาน สามารถเข้าถึงข้อมูล และฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่หน้าจอ Lock Screen และเลือกปรับแต่งได้อย่างอิสระตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน

MP Digital Camera 
ในส่วนของการถ่ายภาพ HTC Sensation XE มาพร้อมกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พร้อมระบบออโต้โฟกัส และไฟแฟลชแบบ LED 2 ดวง มีโหมดการโฟกัสแบบจับภาพใบหน้า หรือเลือกปรับระยะโฟกัสด้วยตัวเองผ่านการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนี้ลูกเล่นต่างๆ ในการถ่ายภาพก็ยังมีให้เลือกใช้งานอีกมากมายทั้งในส่วนของเอฟเฟ็คท์สีแบบแปลกๆ ที่มาพร้อมภาพตัวอย่างที่ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจเลือกใช้เอฟเฟ็คท์นั้นๆ นอกจากนี้ยังสามารถปรับไวท์บาลานซ์, ปรับค่าความไวแสง (ISO) พร้อมระบุพิกัดดาวเทียมลงไปในข้อมูลของภาพถ่าย และการถ่ายภาพวิดีโอ HTC Sensation XE สามารถทำได้ที่ความละเอียดระดับ Full HD 1080p (1920 x 1080 พิกเซล) สามารถสัมผัสหน้าจอเพื่อเลือกจุดโฟกัส และเลือกใช้งานเอฟเฟ็คท์ต่างได้คล้ายๆ กับโหมดถ่ายภาพนิ่ง นอกจากนี้ HTC Sensation XE ยังมีกล้องหน้าความละเอียด 3 แสนพิกเซล มาให้ใช้งานกันอีกด้วย

ความคมชัดและสีสันถูกถ่ายทอดออกมาได้ดี

Music Player & FM Radio
เครื่องเล่นเพลงของ HTC Sensation รองรับการแสดงภาพปกอัลบั้มพร้อมรองรับการแสดงรายชื่อเพลงภาษาไทย ตั้งค่าได้ทั้งการเล่นซ้ำ เล่นแบบสุ่มเพลง และมีฟังก์ชั่นค้นหามิวสิควิดีโอของเพลงที่กำลังเล่นอยู่จาก YouTube ได้ทันที นอกจากนี้ยังมารพร้อมระบบเสียง Beats Audio ที่จะแสดงผลผ่านหูฟัง Beats คุณภาพสูงที่แถมมาให้ในแพ็คเกจ ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานระบบ Beats Audio ก็จะได้รับฟังเสียงเพลงที่กระหึ่มรอบทิศทาง และเน้นจังหวะเบสที่แน่นกระชับ ซึ่งเป็นบุคลิกเฉพาะตัวของหูฟังและระบบเสียง Beats Audio อยู่แล้ว สำหรับภาครับวิทยุ FM ก็ยังคงมีมาให้โดยจะต้องอาศัยชุดหูฟังสเตอริโอเพื่อเป็นตัวช่วยในการรับสัญญาณเหมือนเช่นเคย

Connectivity
สำหรับความสามารถด้านการเชื่อมต่อ  HTC Sensation XE ได้ถูกออกแบบมาให้รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงบนเครือข่าย 3G ที่ความเร็วสูงสุด 14.4 Mbps นอกจากนี้ HTC Sensation XE ยังมีโปรแกรม Wi-Fi Hotspot ที่สามารถเปิดฟังก์ชั่นกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ทันที ไม่ต้องเข้าไปหาในเมนูตั้งค่าให้วุ่นวาย พร้อมรองรับเทคโนโลยี DLNA แชร์ไฟล์มีเดียต่างๆ ผ่าน Wi-Fi ไปยังเครื่องเล่นที่รองรับได้ทันที

Final Opinion & Conclusion
ห่างหายไปนานกับโทรศัพท์มือถือที่เน้นการใช้งานด้านเสียงเพลงเป็นหลัก ซึ่งการร่วมทุนระหว่าง HTC กับ Beats Electronics จนทำให้เกิดเจ้า HTC Sensation XE นั้นคงเป็นข่าวดีของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนที่หลงไหลในเสียงเพลง และกำลังมองหามือถือที่สามารถเป็นเครื่องเล่นเพลงคุณภาพดีไปด้วยในตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแนะนำให้ไปลองเล่นลองฟังกันด้วยหูครับ เพราะรสนิยมทางด้านเสียงมันเป็นเรื่องนามธรรม แต่ถ้าใครชอบหูฟังที่ให้เสียงเบสหนักหน่วงในทุกจังหวะแต่กระชับ ไม่บวมจนน่ารำคาญHTC Sensation XE with Beats Audio™ เครื่องนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ครับ

Strength

  1. ระบบปฏิบัติการ Android v.2.3.4 (Gingerbread)
  2. อัพเกรดหน่วยประมวลผลเป็นความเร็ว 1.5 GHz
  3. จอ S-LCD แบบสัมผัส ขนาด 4.3 นิ้ว
  4. หน้าจอความละเอียดสูงแบบ qHD (540 x 960 พิกเซล)
  5. เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน 3G/Wi-Fi
  6. กล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ถ่ายวิดีโอระดับ Full HD 1080p 
  7. ระบบเสียงพร้อมหูฟัง Beats Audio
  8. เครื่องเล่นเพลง และวิทยุ FM

Weakness

  1. ลำโพงตัวเครื่องให้เสียงค่อนข้างเบา
  2. ความละเอียดกล้องหน้าแค่ 3 แสนพิกเซล

หน้าจอหลัก

เมนู

Android Market

Task Manager

โปรแกรมไฟฉาย

สั่งงานด้วยเสียง

sorce : whatphone

แม้จะผ่านไปเกือบเดือนนึงก็จริง ผมจึงมาเก็บตกเรื่องของ Nokia ในงานเปิดตัวประจำปี Nokia World 2011 ที่กรุงลอนดอน ว่ามีการลือกันว่า มีการเปิดตัว วินโดวส์โฟนในงาน มาดูกันว่า มีอะไรกันบ้างในงาน

ล่าสุดเป็นการ้ปิดตัวโทรศัพท์ 2 ซีรียส์ใหม่ Nokia Asha และ Nokia Lumia

Nokia Asha จัดเป็นโทรศัพท์ล่าสุด โดยมันไม่ใช่ Mobile Phone แต่ Nokia บอกว่า มันคือ Smarter Mobile Phone โดยมี 4 รุ่น

Nokia Asha 200 เป็นโทรศัพท์ระบบ Dual-SIM พร้อมระบบสลับซิม โดยไม่ต้องปิดเครื่อง พร้อมแป้นพิมพ์ Full Qwerty ฟังวิทยุและอัด วิทยุ พร้อมเพิ่ม MicroSD สูงสุด 32GB

Nokia Asha 201 เหมือนเป็นน้องของ Asha 200 เพราะใส่ได้ซิมเดียว พร้อม Full Qwerty Keyboard พร้อมกับแบตเตอรี่ที่ฟังเพลงสูงสุด 52 ชั่วโมง

Nokia Asha 300  Touch and Type And Swipe พร้อมระบบโฮมสกรีนที่คุณจัดการเองได้ รองรับ 3.5G และหน่วยประมวลผล 1GHz พร้อมหน้าจอทัชสกรีน และแป้นพิมพ์ และเข้าเฟสบุคจากโฮมสกรีนได้ทันที

Nokia Asha 303  Touch and Type Qwerty เป็นพี่ของ Asha 300 แต่ เปลี่ยนเป็น Qwerty  รองรับ 3.5G และหน่วยประมวลผล 1GHz

มาดูซีรียส์ที่รอคอย Lumia

Lumia Series เป็นวินโดวส์โฟนครับ เป็นวินโดวส์โฟน 7.5 Mango มี 3 รุ่น คือ Lumia 700, 701 และ 800 ครับ มีที่ขายแล้วคือ Lumia 800 ครับ

Lumia 800 ถ้าไม่ดูหน้าจอ ชัดว่าเป็น N9  ใช่ครับ เป็นทรงเดียวกับ N9 ยังไม่ขายในไทย

ตอนที่แล้ว ผมเสนอ Acer Iconia Smart ไป วันนี้ผมจะเอาของที่คล้ายๆกัน แต่เป็นแบรนด์เกาหลี Samsung ขอแะนำ Galaxy Note ครับ

คุณสมบัติเด่น

– ขนาด 146.9 x 83 x 9.7 มิลลิเมตร , น้ำหนัก 178 กรัม
– รองรับคลื่นความถี่ GSM Quadband (850/900/1800/1900 MHz)
– รองรับคลื่นความถี่ 3G HSPA+ 21Mbps (850/900/1900/2100 MHz)
– หน้าจอ Super-AMOLED HD 5.3 นิ้ว (ความละเอียด 1280×800 พิคเซล) , รองรับมัลติทัช 10 จุด, กระจก Gorilla Glass
– เซ็นเซอร์หมุนหน้าจอ (Accelerometer), ตรวจจับการเคลื่อนไหว 3 แกน (3-Axis Gyroscope), ปิดหน้าจออัตโนมัติ (Proximity Sensor)
– รองรับการอินพุทผ่าน S-Pen (ผ่านแอพพลิเคชั่น S-Planner, S-Note, S-Art)
– ชิปซีพียู Samsung Exynos 4210 (Dual-Core) 1.4GHz , แรม 1GB (เหลือใช้งานจริง 800MB)
– เมมโมรี่ภายใน 16GB , รองรับเมมโมรี่ภายนอก MicroSD สูงสุด 32GB
– ระบบปฏิบัติการ Android 2.3.5 + TouchWiz UI 4.0
– รองรับการเชื่อมต่อ WiFi (802.11 b/g/n) , บลูทูธ 3.0
– กล้องความละเอียด 8 ล้านพิคเซล (+AF, TF) พร้อมแฟลช LED , บันทึกวิดิโอความละเอียด HD1080p (30 เฟรมต่อวินาที)
– ใช้งาน GPS , A-GPS ผ่าน Google Maps – SpeedNavi
– แบตเตอรี่ Li-Polymer 2,500 mAh (สามารถถอดออกได้)

Image

Image

แกะกล่อง

Galaxy Note มาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ภายในมีอุปกรณ์เสริมพื้นฐานให้ครบครับ สำหรับภาพที่ทางเรานำมาลงเป็นแพคเกจของ UK แต่คิดว่าบ้านเราคงแถมให้ราวๆ นี้ล่ะ

– ตัวเครื่อง Samsung Galaxy Note
– แบตเตอรี่ 2,500 mAh
– สาย MicroUSB
– วอลชาร์จบ้าน
– หูฟังสมอลทอล์ค
– คู่มือการใช้งาน

สำหรับล็อตแรกๆ ได้ข่าวว่าจะมีแถม Flip Cover, SpeedNavi ฟรีในแพคเกจด้วย ยังไงลองติดตามข้อมูลโปรโมชั่นจากทาง AIS อีกครั้งนึงครับ : )

Image

Image

Image

Image

ดีไซน์

การออกแบบดีไซน์ของ Galaxy Note ดูคล้ายคลึงกับ Galaxy S II ขนาดยักษ์ ตามขนาดหน้าจอที่ใหญ่บิ๊กเบิ้มถึง 5.3 นิ้ว จากตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 9.65 มิลลิเมตร ทำให้การจับถือไม่เป็นอุปสรรคมากนัก แต่ยังใช้งานมือเดียวได้ลำบากอยู่ดี สำหรับด้านหน้ามีกล้อง 2 ล้านพิคเซล, เซ็นเซอร์ต่างๆ และปุ่ม Navi + ปุ่ม Home เหมือนน้อง GS II เป๊ะ

Image

Image

Image

Image

Image

Image

Image

Image

ด้านหลังใช้วัสดุเป็นพลาสติกเกือบทั้งหมด แต่เรื่องความทนทานต้องขอบอกว่าเกินคาด พื้นผิวเป็นแบบขรุขระ หมดปัญหาเรื่องขนแมว และจับถือได้สะดวก อย่างไรก็ดี ขอบด้านข้างที่เป็นโครเมี่ยมโดยรอบ หากใครกลัวเป็นรอย สามารถป้องกันได้ด้วย Flip Cover (เหมือนบน Galaxy Player) ครับ ที่น่าสนใจคือ ฝาหลังสามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง และมีช่องเสียบ S-Pen ด้านล่าง (เผื่อใครหาไม่เจอ)

แม้ว่าจะบางเฉียบ น้ำหนักเบา แต่เรื่องงานประกอบทำได้ค่อนข้างดีครับ ฝาหลังแน่นหนา ไม่กร่อบแกร่บ ที่ต้องระวังหน่อยคงเป็นที่หน้าจอขนาดมหึมา ถ้าทำตกแตกค่าซ่อมบานตะไทแน่นอน :P

Image

%d bloggers like this: