Category: Social


ก้าวกระโดดใหม่จาก Facebook มีมาให้ได้ติดตามกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นการประกาศเปิดตัวถึงระบบ App Center ใหม่ ซึ่งก็คือร้านค้าแอพพลิเคชั่นออนไลน์นั่นเอง โดยจะเป็นเสมือนบ้านของเหล่าบรรดาแอพต่างๆที่เราเล่นกันอยู่ใน Facebook ทุกวันนี้ นอกจาจะเป็นแหล่งที่รวมเอาทุกแอพของเ Facebook เข้าไว้ด้วยกันแล้ว ก็ยังมีแอพแบบที่ต้องจ่ายเงินซื้อเพิ่มเข้ามาด้วย

โดยสามารถเข้าผ่านทางหน้าเว็บ และรวมถึงแอพในเครื่องมือถือทั้งระบบ iOS และ Android ด้วย โดยจะออกให้เหล่าผู้ใช้งานทั่วไปได้ใช้กันในราวๆ 2-3 อาทิตย์ข้างหน้านี้ แต่ใครที่เป็นนักพัฒนาสามารถที่จะลงทะเบียนได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าสนใจจะเอาแอ็พของตัวเองเข้าไปอยู่ใน App Center นี้

ระบบ App Center นั้นจะมีความแตกต่างจากร้านแอพพลิเคชันอื่นๆอยู่เล็กน้อย นั่นก็คือมันจะไม่มีระบบ Top List สำหรับการแสดงรายการของแอพขึ้นมา แต่ว่าจะใช้การจัดเรทติ้งของตัวแอพแทน แต่ถ้าแอพไหนมีเรทติ้งที่แย่มากๆ มันก็จะกลายเป็นว่าไม่ถูกแสดงขึ้นมาเลย และยังมีระบบวิเคราะห์ที่ขึ้นอยู่กับเรทคะแนนที่เราให้ และแอพที่เราใช้งานด้วย รายชื่อแอพที่แนะนำสำหรับเราก็จะแสดงขึ้นมาแตกต่าง ไม่เหมือนกับของคนอื่นๆ

สำหรับนักพัฒนา จะต้องจัดทำหน้าที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับแอ็พของตัวเองด้วย และยังสามารถทำแอ็พที่ต้องเสียเงินซื้อได้ ไม่เหมือนกับก่อนหน้า ที่แอ็พจะต้องฟรีเท่านั้น แต่ว่าสามารถเก็บเงินจากการซื้อสิ่งของ หรือไอเทมในแอ็พนั้นๆได้

ถึงตรงนี้ก็บอกได้เลยว่านี้เป็นคู่แข่งโดยตรงของ Chrome Web Store ของ Google เลยทีเดียว มากกว่าที่จะเป็นการไปชนกับ App Store หรือ Play Store และด้วยฐานผู้ใช้งานของ Facebook ที่มีอยู่แล้วกว่า 900 ล้านคน และส่วนใหญ่ในจำนวนที่ว่านี้ ก็ติดเกมใน Facebook กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย เลยไม่เห็นจุดตรงไหน ที่จะทำให้ App Center ที่ว่านี้ ไม่ได้รับความนิยมเลยสักนิดนึง

เป็นการเจรจาซื้อกิจการที่ไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาเลยสำหรับดีลระหว่าง Facebook เข้าซื้อ Instagram แอพฯถ่ายรูปแชร์รูปบน iPhone ที่เพิ่งเปิดตัวเวอร์ชั่น Android ไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา โดยการเข้าซื้อครั้งนี้ Facebook ยอมจ่ายทั้งเงินและหุ้นเป็นมูลค่ามากถึง $1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท)

Mark Zukerberg ได้ประกาศด้วยตนเองผ่านหน้าวอลของเขาว่าตอนนี้ Facebook ของเขาได้เจรจาซื้อ Instagram ได้แล้วเป็นที่เรียบร้อย โดยทาง Kevin Systrom ซีอีโอของ Instagram ก็ได้ประกาศผ่าน Blog เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกันว่าได้ขาย Instagram ให้กับ Facebook แล้ว โดยทีมงานของ Instagram ทั้ง 6 คนจะเข้าไปทำงานใน Facebook ไม่ได้ลอยแพแอพฯไปไหน ซึ่งต่อจากนี้ก็ยังจะมีอัพเดทใหม่ออกมาอยู่เรื่อย ๆ เหมือนเดิม

ด้าน Mark Zukerberg บอกว่าการซื้อครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญของ Facebook เลยทีเดียว เพราะเป็นการเจรจาซื้อกิจการครั้งแรกของบริษัท สำหรับมูลค่าซื้อขายครั้งนี้ตามข่าวแล้วทาง Facebook จ่ายทั้งเงินและหุ้นรวมเป็นมูลค่ารวม $1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท)

ถ้าชื่นชอบวิดีโอใน Youtube เราก็คงกด like, ตั้งเป็น favourite, แชร์ให้คนอื่น และแม้กระ subscribe ช่องนั้นเพื่อติดตามดูตอนต่อไป แต่ถ้าเท่านั้นยังไม่พออีก อาจจะต้องถึงขั้นกำมันเอาไว้ในมือ แล้วอย่าปล่อยให้หลุดลอยไปไหน

ถ้าอยู่ในอารมณ์ขนาดนั้น ก็ต้องบริการใหม่จาก Youtube ตัวนี้เลย The Youtube Collection วิดีโอจาก Youtube ในเวอร์ชั่นแบบจับต้องได้ มาเป็นแผ่น DVD ถือเป็นการเปิดตัวรูปแบบบริการแบบนี้เป็นครั้งแรกของเว็บวิดีโอ

โดยที่จะเป็นการจัดส่งแผ่น  DVD ที่อัดแน่นมาด้วยคลิปวิดีโอต่างๆบนเว็บไซต์ Youtube และยังสามารถเลือกความละเอียดของวิดีโอตัวนั้นๆได้เหมือนกับที่เราปรับเลือกได้บนเว็บไซต์ นอกเหนือไปจากจะเอามาเก็บเพื่อสะสมแล้ว ยังเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครก็ตามที่บ้านอาจอยู่ห่างไกล ไม่มีอินเตอร์เน็ตแต่อยากดู Youtube  และวิดีโอแต่ละตัวที่อยู่ในแผ่นนั้น ก็จะเป็นการดึงเอามาจากวิดีโอที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปทั้งหมด ไม่ได้เป็นการซุ่มออกมาด้วย หน้าตาเมนูเมื่อเปิดแผ่นขึ้นมาแล้วก็ยังออกมาแบบมาให้ใช้งานได้ง่าย

แต่ก็อย่างว่า บ้านเราคงยังไม่มีหรอกนะ แต่ใครจะไปรู้ ว่าถ้าหากบริการนี้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก คงมีการรองรับส่งมาให้ที่เมืองไทยบ้างล่ะ

ยังจำกันได้ไหมว่าปุ่ม Like ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้เริ่มเปิดให้ใช้นานเท่าไหร่? มันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2 ปีที่แล้วของปี 2010 เป็นต้นมา เมื่อ Facebook อยากให้ผู้คนนั้นแชร์เรื่องราวหากันได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นระบบ Like ตรงนี้ก็เลยเกิดขึ้นมา แล้วมีใครสงสัยกันไหมว่าเมื่อมีปุ่ม Like ให้กดแล้วและปุ่ม Dislike, Unlike หรือว่า Hate มีให้กดบ้างไหม? นี่จึงเป็นที่มาว่าตอนนี้ทาง Facebook กำลังคิดอยู่ว่าจะมีปุ่มที่จะแสดงความเห็นในแบบที่ “ไม่ชอบ” นั้นออกมาอย่างไรดี

นับตั้งแต่แรกเริ่มที่ปุ่ม Like ถูกเปิดให้ใช้งานพี่มาร์ค ได้ให้ข้อมูลว่ามีคนกด Like มากกว่า 1 พันล้านครั้งใน 1 วันและพร้อมกันนี้พี่มาร์คก็คาดการณ์เอาไว้ว่าเมื่อมีคนชอบแล้วก็ต้องมีคนไม่ชอบอย่างแน่นอน โดยเขาคาดว่าจำนวนของ Dislike จะมีมากกว่าถึง 2 เท่า นั่นคือประมาณ 2 พันล้านครั้งเลยทีเดียว

สำหรับชื่อปุ่มที่มีข่าวลือว่า Facebook จะเปิดออกมาใช้นั้นยังไม่ได้รับการสรุปว่าจะใช้ชื่ออะไร จะใช้ Dislike, Unlike หรือ Hate ไปเลยหรือว่าหรือว่าจะหาคำที่ดูแล้วไม่ให้เกิดแนวคิดที่ชี้ไปสู่การทะเลาะของโลกไซเบอร์

สิ่งที่ Facebook กำลังกังวลอยู่ก็คือ หากทำการพัฒนาปุ่ม Dislike ขึ้นมาอาจจะส่งผลกระทบโดยตรงให้กับลูกค้าบางรายของ Facebook ที่อาจจะได้รับ Feedback กลับมาในด้านลบมากกว่า หรืออีกแง่หนึ่ง Facebook ออกมาแค่ปุ่ม Like นั้นก็เพื่อต้องการให้คนรักกันและไม่อยากให้คนเกลียดกันนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่มีความเป็นไปได้ว่าทำไม่ปุ่ม Dislike, Hate นั้นยังไม่เปิดให้ใช้

จากจุดนี้คุณมีความเห็นอย่างไรบ้างถ้า Facebook จะมีปุ่ม Dislike มาให้ใช้งาน คุณคิดว่า ควรหรือไม่ควร? และเพราะอะไร?

วัน Earth Day ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ให้โลกพัก โดยที่เมืองไทยจะเป็นช่วง 20.30-21.30 วันนี้ครับ แอดมินของดโพสนะครับ ช่วยโลก Youtube ก็มีของเล่นมาด้วยครับ หากสังเกตดีๆ จะมีปุ่มเปิดปิดไฟด้วย

หากลองกดดูแล้ว จะกลายเป็นสีดำครับ!

ตามหลักแล้ว การใช้พลังงานไฟฟ้าในการแสดงผลพื้นสีดำต่ำกว่าสีขาวมาก (LG Optimus เป็นผู้เริ่มต้นแนวคิดนี้)  ใครดู Youtube อยู่ ลองเล่นกันดู ช่วยโลกได้ ตั้งแต่วันนี้ครับ

ล่าสุดได้มีการพบวิธีแพร่กระจาย ไวรัสเฟสบุ๊ค ในรูปแบบใหม่ นั่นคือ แพร่กระจายผ่านทาง Event ใน Facebookโดยผมจะยกตัวอย่างให้ดูจากกรณีที่มีคนพบ Event เชิญชวนให้ไป ทดสอบใช้ iPhone 5 แบบฟรีๆ!! แต่เมื่อหลังจากเขาคลิกลิงค์ที่ติดมากับ Event ก็ปรากฏว่าโดนไวรัสเข้าแบบเต็มๆเลยครับ

เพราะฉะนั้นช่วงนี้หากมี ลิงค์อะไรแปลกๆ ใน Facebook มาจากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือจากบุคคลที่ไม่รู้จักห้ามคลิกเป็นอันขาดครับ มิฉะนั้นคุณอาจจะต้องมานั่งกลุ้มใจกับการแก้ไวรัสทีหลังนะฮร๊าฟฟฟฟ ^^

โลก social network โตขึ้นทุกวันๆ แน่นอนว่าจะต้องมีแหล่งสังคมที่เติบโตมากขึ้น และแหล่งที่ค่อยๆเสื่อมความนิยมลงไป โดยที่เห็นกันได้ชัดๆก็ได้แก่ Facebook กับ Google+ ที่ดูเหมือนตัวหลังจะค่อยๆได้รับความนิยมลดลงเรื่อยๆ โดยมีผลการรวมรวมข้อมูลและวิจัยออกมาจาก ComScore และได้รับการเผยแพร่โดย Wall Street Journal ว่าผู้ใช้งาน Google+ ใช้งานหน้าเว็บไซต์เฉลี่ยเพียงแค่ 3.3 นาทีต่อเดือนเท่านั้นเอง !!! ย้ำนะครับว่าหน่วยเป็นนาที หรือถ้าจะให้แจกแจงง่ายๆ ก็คือราวๆ วันละ 6.6 วินาทีเท่านั้น อารมณ์คงประมาณว่าเปิดผ่านๆว่ามีอะไรบ้างแค่นั้นเอง โดยลดลงจากเดือนธันวาคมของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 4.8 นาทีต่อเดือน

Google-Plus-Logo_270x266

ส่วนคู่แข่งอย่าง Facebook นั้น มีผู้ใช้งานหน้าเว็บเฉลี่ยเดือนละกว่า 7.5 ชั่วโมง คิดง่ายๆก็ตกวันละ 15 นาที มากกว่า Google+ ถึงกว่า 136 เท่า !! ส่วนจำนวนผู้ใช้งานก็ยังอีกไกลกว่าจะเท่ากับฝั่ง Facebook

ซึ่งทาง Google เองก็ได้ออกมาอธิบายในเรื่องนี้ว่าตัว Google+ เองมีการเจริญเติบโตไปตามเกณฑ์ที่ตั้งเป้าไว้แล้ว และยังบอกอีกว่าผลการวิจัยของ ComScore ไม่ตรงกับผลการเก็บข้อมูลของ Google เองเป็นอย่างมาก โดยในบทสัมภาษณ์ใช้เป็นคำว่า “dramatically lower” กันเลยทีเดียว

แต่ถ้าถามความรู้สึกของเราๆผู้ใช้งานจริง ก็คงจะเห็นด้วยกับผลของ ComScore ละมั้งครับ

ดวง ใบ้หวย หาคู่ หน้าเหมือนใคร ทำนาย กรุ๊ปเลือด และอีกมากมาย ที่เล่นกับการหาคู่ ความโสด ความรัก ดูดวง

รู้มั้ยครับว่าแอพเหล่านี้ กำลังเอาข้อมูลส่วนตัวของเราไป

คนทำแอพสามารถ
– เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทุกอย่าง ทุกเวลา
– สามารถโพสต์ข้อความ ส่งข้อความต่างๆในนาม account เราได้เลย
– เรามีสิทธิ์ โดน “แอบอ้าง” ได้ ง่ายๆเลย

เพียงแค่เรากด “Allow” ก็เหมือนเซ็นหนังสือมอบอำนาจ ให้แอพนี้ ทำทุกอย่างได้เท่ากับเรา เจ้าของ account

เจอแอพพวกนี้ ก่อนกด Allow คิดให้ดีๆนะครับว่าไว้ใจได้รึเปล่า
ถ้าพบพฤติกรรมแปลกๆ ให้กด “Report Spam” ไปเลย ก่อนที่ข้อมูลส่วนตัวทั้งหลาย จะถูกดูดไปเก็บในฐานข้อมูลของคนอื่น และช่วยให้คนอื่นไม่โดนครับ

ถึงแม้ว่า Apple และ Google จะมีข้อขัดแย้งกันในหลายๆ กรณี แต่เบื้องลึกแล้วทั้งคู่ต่างก็มีผลประโยชน์กันและกันอยู่ โดยมีนักวิเคราะห์ออกมาให้ความเห็นว่า Apple เองน่าจะได้รับเงินจาก Google ถึงกว่า 1 พันล้าน USD เลยทีเดียว โดยเงินส่วนนั้นก็มาจากค่าจ้างที่ Google จ่ายให้ Apple เพื่อให้ทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา เช่น iPhone และ iPad ให้ใช้ Google Search เป็น Search Engine หลักของเครื่องgoogle-search-iphone

ซึ่งจากการใช้งาน Google บนอุปกรณ์ของ Apple นั้น สามารถทำรายได้ทั้งหมดกว่า 1.3 พันล้าน USD โดยตามสัญญาแล้ว Google จะได้ส่วนแบ่งราวๆ 335 ล้าน USD ด้วยกัน ซึ่งถ้านับจริงๆ มันก็เป็นเพียงแค่ไม่ถึง 1% ของรายได้รวมทั้งหมดที่ Google ทำได้ต่อปีเลยด้วยซ้ำ

อีกทั้งนักวิเคราะห์ยังให้ความเห็นอีกว่า ถ้า Google ตั้งใจจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในส่วนนี้อีก อาจจะไม่คุ้มกับสิ่งที่ Google ต้องลงทุนอีกต่างหาก (แต่เอาจริงๆ แค่นี้ก็มากพอแล้ว)

นับวันการหลอกลวงในโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มมากขึ้นทุกที แล้วยิ่งใน social network ด้วยนี่ยิ่งไม่ต้องห่วงเลย เผลอๆยังจะง่ายกว่าการหลอกผ่านหน้าเว็บเสียอีก ล่าสุดได้มีการเปิดเผยออกมาจากแล็บของ Kaspersky ว่า ในระยะนี้เริ่มมีผู้ไม่หวังดีแอบอ้างตนเองว่าเป็นทืมดูแลความปลอดภัยของระบบใน Facebook เข้าไปหลอกลวงเหยื่อผ่านทางการ chat ส่วนตัว โดยแจ้งว่าบัญชีของเหยื่อนั้นกำลังจะถูกระงับการใช้งาน เนื่องจากมีคนแจ้ง report ไปยัง Facebook ซึ่งถ้าไม่อยากให้ถูกระงับละก็ จงเข้าไปลิ้งค์ @#$#%$^@ นะจ๊ะ โดยถ้าผู้ใช้เข้าไปในลิ้งค์นั้นก็จะมีให้กรอกข้อมูลส่วนตัวแล้วเป็นการส่งให้กับผู้ไม่หวังดีอย่างเสร็จสรรพ ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่าเป็นการ Phishing อย่างนึงScreen_shot_2012-01-13_at_11.05.28_AM

โดยถ้าเรามาดูจากการกระทำจริงๆ จะพบว่ามันไร้สาระมากที่มาในรูปแบบนี้ แถมเรียกได้ว่าไม่เนียนอีกด้วย มาดูกันทีละจุดเลยครับ

1. ชื่อทีม ทำไมไม่ใช้ภาษาอังกฤษแบบที่เป็นทางการ มาใช้เป็นตัวอักขระแบบนี้มันน่าสงสัย

2. ถ้าเป็นการแจ้งเกี่ยวกับการระงับจริง มันดูแปลกๆที่จะมาแจ้งผ่านการ chat เช่นนี้ แทนที่จะแจ้งเข้าอีเมลที่ดูเป็นทางการมากกว่า

3. ลิ้งค์ที่ให้กดเข้าไป ดันเป็น .vu ซะอย่างนั้น ถ้าใช้งานอินเตอร์เน็ตมาพอสมควรก็น่าจะสงสัยขึ้นมาได้ว่าทำไม Facebook ถึงใช้ลิ้งค์แบบนี้ในการทำงาน จึงน่าสงสัยว่าคงเป็นการแอบแฝงแน่ๆ

4. การติดต่อมาจากทาง Facebook ควรจะมาเป็นชื่อใหญ่อย่าง Facebook เลยมากกว่า ไม่น่าจะมาเป็นชื่อทีมย่อยเช่นนี้

ทั้ง 4 ข้อเบื้องต้นนี้เป็นหลักการจับผิดง่ายๆที่พบได้จากในกรณีนี้ครับ ดังนั้นต่อไปนี้เวลาเล่นเน็ตก็ควรใช้ความระมัดระวังกันให้มากขึ้นละนะครับ เพราะการระมัดระวังนี่ละ เป็นกำแพงป้องกันได้ทั้งผู้ไม่หวังดี ไวรัส มัลแวร์ต่างๆได้กว่า 80% เลยทีเดียว หรือใครที่อยากได้ทิปและความรู้อื่นจาก Facebook ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้าเพจ Facebook Security (ค้นหาด้วยคำว่า Security ก็ได้ครับ)

%d bloggers like this: